“ ในอนาคตทุกคนอาจจะนำเซลล์ร่างกายไปสร้างเป็นสเต็มเซลล์ของตัวเองที่สามารถนำมาใช้สร้างเซลล์ต่างๆเพื่อนำมารักษาโรคที่เกิดขึ้นได้ ”

แม้การรักษาด้วย “สเต็มเซลล์” หรือเซลล์ต้นกำเนิด จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในวงการแพทย์มานานกว่า 20 ปี แต่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้สเต็มเซลล์ในการ

เรื่องนี้ ผศ.ดร.นพ.นิพัญจน์ อิศรเสนา ณ อยุธยา หัวหน้าหน่วยสเต็มเซลล์ (Stem Cell and Cell Therapy Research Unit) คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า สเต็มเซลล์มีหลายชนิด แต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกัน สร้างเซลล์คนละชนิดกัน ขึ้นอยู่กับว่ามาจากอวัยวะไหน แม้จะเป็นความหวังในการนำมาใช้รักษาโรคหลายโรคในอนาคต แต่ปัจจุบันทั้งในประเทศและต่างประเทศมีการรักษาด้วยสเต็มเซลล์เพียงไม่กี่ชนิดที่เป็นที่ยอมรับว่าได้ผลจริงตามมาตรฐาน

เท่าที่มีข้อมูลเกือบทั้งหมดของการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ เป็นการนำสเต็มเซลล์ระบบเลือดที่พบในไขกระดูกหรือรกมารักษาโรคระบบเลือด เพราะสเต็มเซลล์ระบบเลือดสามารถทำให้เกิดระบบเลือดขึ้นใหม่ได้ แต่การนำสเต็มเซลล์มาใช้รักษาโรคอื่นๆ เช่น ไตวาย ข้อเข่าเสื่อม อัมพาต สมองพิการ หัวใจขาดเลือด ตามที่กล่าวอ้างกันทั่วไปนั้นทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังต้องพัฒนาอีกมากกว่าจะนำมาใช้ได้จริง ที่สำคัญ คือ การฉีดสเต็มเซลล์ ไม่ว่าจะชนิดใดเข้าไปในร่างกายนอกจากจะไม่เกิดประโยชน์แล้วยังอาจเกิดผลเสียที่รุนแรงได้” คุณหมอนิพัญจน์บอก

หัวหน้าหน่วยสเต็มเซลล์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังบอกอีกว่า สเต็มเซลล์ที่เป็นความหวังของอนาคต คือ การรักษาโดยการเปลี่ยนสเต็มเซลล์ให้เป็นเซลล์หรือเนื้อเยื่อจำเพาะก่อนปลูกถ่าย ซึ่งวิธีนี้ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง มีห้องปฏิบัติการ และนักวิทยาศาสตร์เฉพาะทาง โดยทุกขั้นตอนนับตั้งแต่การแยกการเพาะเลี้ยง การควบคุมให้เปลี่ยนเป็นเซลล์ชนิดจำเพาะกระทั่งสามารถนำมาปลูกถ่ายในผู้ป่วยได้นั้นต้องใช้เวลานาน ต้องมีระบบควบคุมคุณภาพ และมีทีมแพทย์เฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญ

“วิทยาการด้านสเต็มเซลล์และเซลล์บำบัดมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วมากในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปี ซึ่งในอนาคตทุกคนอาจจะนำเซลล์ร่างกายไปสร้างเป็นสเต็มเซลล์ของตัวเองที่สามารถนำมาใช้สร้างเซลล์ต่างๆเพื่อนำมารักษาโรคที่เกิดขึ้นได้ เช่น การใช้สเต็มเซลล์สร้าง Beta-cell ในตับอ่อนเพื่อรักษาโรคเบาหวาน หรือ สร้างเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เซลล์ประสาทชนิดจำเพาะสำหรับโรคพาร์กินสัน” คุณหมอนิพัญจน์ให้ข้อมูล พร้อมกับพูดถึงเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่เพิ่งคิดค้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้

เทคโนโลยีที่ว่า เป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนเซลล์ธรรมดาให้กลายเป็นสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน คิดค้นโดยนักวิจัยชาวญี่ปุ่น ชื่อ “ชินยา ยามานากะ” สเต็มเซลล์ชนิดนี้เรียกว่า iPS (Induced Pluripotent Stem Cells) เป็นการคิดค้นปรับเปลี่ยนยีนของเซลล์ธรรมดาให้กลับไปสู่สภาพที่ใกล้เคียงกับสเต็มเซลล์ตัวอ่อนมากที่สุด ซึ่งนอกจากจะไม่ผิดจริยธรรมแล้ว ยังเข้ากับร่างกายของคนที่นำไปใช้ด้วย

“หลักการของการเปลี่ยนเซลล์ธรรมดาให้กลายเป็นสเต็มเซลล์นี้ มีตรรกะมาจากการคิดที่ว่า เราสามารถสร้างสเต็มเซลล์ได้จากเซลล์ทั่วไป เช่น เซลล์ผิวหนัง เซลล์เยื่อบุลำไส้ เซลล์เยื่อบุกระเพาะ เซลล์ตับ และเซลล์เม็ดเลือดขาว แล้วนำมารักษาโรคอะไรก็ได้ ซึ่งดีกว่าสเต็มเซลล์เต็มวัย ที่ถ้าต้องการสเต็มเซลล์จากสมองก็ต้องผ่าสมอง ไปเจาะเซลล์สมองมาปลูก ซึ่งบางครั้งก็อาจไม่ได้ผลดี เพราะเป็นเซลล์ที่แก่แล้ว สู้การเปลี่ยนเซลล์ธรรมดาให้เป็นสเต็มเซลล์ตัวอ่อนไม่ได้”

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่น่าสนใจ แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ถึงขั้นปลอดภัยเท่าการรักษาด้วยสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน และยังไม่พร้อมที่จะใช้ในคนไข้ ต้องรอการพิสูจน์ก่อนว่ามีความปลอดภัยเพียงพอ ซึ่งอาจจะเป็นเทคโนโลยีการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ในอนาคตได้

คุณหมอนิพัญจน์ บอกว่า แม้การวิจัยด้านสเต็มเซลล์จะก้าวหน้าไปไกลมาก แต่จนถึงขณะนี้ ต้องบอกว่ายังไม่มีองค์ความรู้เพียงพอที่จะอธิบายกระบวนการพัฒนาไปเป็นเซลล์อื่นๆในร่างกายของสเต็มเซลล์รวมถึงยังคงมีการพบผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์จากการใช้สเต็มเซลล์โดยบุคคลที่ไม่รู้จริง เช่น รักษาด้วยสเต็มเซลล์แล้วทำให้เกิดเนื้องอก เส้นเลือดในสมองตีบ ซึ่งถ้ายังไม่มีการศึกษาที่ชัดเจน การนำสเต็มเซลล์ไปรักษาก็ยังถือว่าอันตรายมากต่อผู้ป่วย

ในทางการแพทย์ การใช้สเต็มเซลล์รักษาโรคได้ผล 1 คนไม่ได้แปลว่าจะได้ผลทั้งหมด ต้องการรักษากับคนไข้สัก 100 คน ถึงจะพิสูจน์ได้ และจะต้องมีการตรวจสอบเทียบ เช่น คนไข้โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย ก็มีส่วนหนึ่งที่หัวใจกลับมาทำงานดีขึ้นด้วยตัวเองอยู่แล้ว ถ้าไม่มีการทดสอบเปรียบเทียบกับคนที่ไม่ได้ฉีดสเต็มเซลล์ ก็เหมือนดีขึ้นทุกคน บางทีหัวใจคนไข้อาจจะดีขึ้นด้วยอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่สเต็มเซลล์” หัวหน้าหน่วยสเต็มเซลล์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูล พร้อมกับย้ำว่า นอกจากโรคระบบเลือดแล้ว ยังไม่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ยืนยันการใช้สเต็มเซลล์รักษาโรคอื่นๆ ปัจจุบันที่กำลังวิจัยกันอยู่จริงมีเพียง 5 โรค คือ โรคหัวใจ โรคเส้นเลือด โรคประสาทตาเสื่อม ไขสันหลังบาดเจ็บ และโรคเบาหวาน ซึ่งแนวโน้มที่ดีและใกล้เคียงที่สุด แต่ทั้งหมดยังอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา

ทั้งนี้ ประเทศไทยถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีการหลอกลวงในเรื่องการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ และโฆษณาเกินจริงมากที่สุดประเทศหนึ่งพอๆกับประเทศจีน โดยเฉพาะการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่สูงมากเป็นหลักแสนหลักล้าน โดยที่ไม่รู้ว่าจะได้ผลสำเร็จ 100% ตามที่มีการโฆษณาหรือไม่.


แหล่งข้อข้อมูล : Thairath.co.th

อ่านข่าวต่อได้ที่:  https://www.thairath.co.th/content/925460